ฮีทสโตรก โรคจากความร้อน ที่คนทำงานต้องระวัง !

ฮีทสโตรก โรคจากความร้อน คนทำงาน ต้องระวัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อากาศร้อนกับเมืองไทยเป็นของคู่กัน ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดแค่ในฤดูร้อนเท่านั้น แต่นอกช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยในประเทศ ก็ยังถือว่าค่อนข้างร้อนสำหรับร่างกายอยู่ดี โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้ง หรืออยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนชื้นต่อเนื่องทั้งวัน จะมีโอกาสบาดเจ็บจากความร้อน (Heat-related Illness) เกิดอาการเพลียแดด เป็นลมแดด หรือเกิดฮีทสโตรกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

ฮีทสโตรก อันตรายใกล้ตัวคนทำงาน

Heat Stroke เป็นโรคจากความร้อนที่รุนแรงที่สุด อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ส่วนใหญ่มักเกิดจากการทำงานในที่ร้อนจัด ในห้องร้อนชื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท หรืออยู่กลางแจ้งช่วงแดดร้อนเป็นเวลานาน จนร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ ทำให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายขึ้นสูง จนเอนไซม์และอวัยวะต่าง ๆ ทำงานล้มเหลว ซึ่งในประเทศไทย มีคนเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ประมาณปีละ 2,500 – 3,000 คน เสียชีวิต 30 – 40 คนต่อปี โดยประมาณ 25% เป็นกลุ่มอาชีพรับจ้างที่ทำงานกลางแดด และมีนักกิจกรรมเอาต์ดอร์ นักกีฬา ที่บาดเจ็บอีกกว่า 20%

🔹สาเหตุการเกิดโรคลมร้อน🔹

องค์ประกอบจากหลายปัจจัย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคนี้ เช่น อุณหภูมิทั้งภายในและภายนอกร่างกาย, ความชื้นสัมพัทธ์, ความเร็วลม รวมถึงความสามารถในปรับตัว แต่อันตรายจากแสงแดด ความร้อนที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ

1. Classical Heat Stroke

พบในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือในคนอายุน้อยที่ร่างกายปรับตัวได้ไม่ดี ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองทำงานผิดปกติ หรือการใช้ยาบางชนิด ซึ่งเมื่ออยู่ในบริเวณที่อากาศร้อนมาก ความชื้นสูง อาจเกิดฮีทสโตรกได้ง่าย แต่จะเป็นแบบที่ไม่มีเหงื่อออกเลย โดยต้องไม่ลืมนึกถึงความผิดปกติอื่น ที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นด้วย เช่น การติดเชื้อ, ภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน, ไทรอยด์เป็นพิษ

2. Exertional Heat Stroke

เป็นโรคลมร้อน ที่เกิดจากการใช้กำลังอย่างหนัก มักเกิดในคนที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะช่วงวัยทำงาน เช่น คนที่ทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน หรือคนที่ออกกำลังกาย ในบริเวณที่มีอากาศร้อน ซึ่งจะมีความผิดปกติของระบบต่าง ๆ ได้มากกว่า Classic Heat Stroke และมีเหงื่อออกมากกว่า

🔹ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง🔹

โรคจากความร้อน มักพบในกลุ่มคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น สถาปนิก, วิศวกร, คนงานก่อสร้าง, เกษตรกร, ทหาร, ตำรวจ, พนักงานดับเพลิง, นักกีฬา หรือแม้แต่คนทำงานออฟฟิศ ที่อยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อน หรือออกแรงมากกว่าปกติ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะบาดเจ็บจากความร้อนได้เช่นกัน

สิ่งแวดล้อม

อันตรายจากแสงแดด โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงกว่า 35 °C เมื่อประกอบกับความชื้นที่มากกว่า 60% จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม

สภาพร่างกาย

สถิติการเกิด Heat Stroke ของไทย พบในคนที่มีโรคประจำตัวสูงถึง 40% นอกจากนี้ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และคนอ้วนก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน มีการศึกษาในไทยพบว่า ดัชนีมวลกาย (BMI) ≥ 30 กก./ม.2 นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

พฤติกรรม

คนที่ไม่ดูแลร่างกาย ไม่ปรับพฤติกรรม เช่น สวมเสื้อผ้าหนาในขณะที่อากาศร้อนจัด, ออกกำลังกายอย่างหนัก กลางแจ้ง, ดื่มน้ำไม่เพียงพอ รวมถึงคนที่ไม่คุ้นชินกับความร้อน แต่ออกแดดต่อเนื่องทั้งวัน มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเจ็บป่วย

อาหารและเครื่องดื่ม

คนที่เกิดฮีทสโตรกในประเทศไทย มีประมาณ 20% ที่ดื่มสุราเป็นประจำ เพราะแอลกอฮอล์จะเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ความร้อนในร่างกายสูงขึ้น รวมถึงอาหารที่มีรสหวาน และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนด้วย

ยาบางชนิด

ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาที่ยับยั้งการหลั่งเหงื่อ หรือใช้สารเสพติด เช่น โคเคน, ยาบ้า

🔹อาการที่ต้องสังเกตใน Heat Stroke🔹

อาการที่เด่นที่สุดของโรคลมร้อน คือมีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ≥ 40.5 °C ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ จนแสดงอาการชัก, ซึม, สับสน, ประสาทหลอน, ควบคุมตัวเองไม่ได้, ไม่รู้สึกตัว, พูดไม่รู้เรื่อง ร่วมกับความดันโลหิตต่ำลง หายใจเร็ว หน้าแดง ตัวแดง อาเจียนมาก พบได้ทั้งแบบที่มีและไม่มีเหงื่อออก ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ ต้องนึกถึง Heat Stroke ทันที

🔹แนวทางการรักษาฮีทสโตรก🔹

การโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานพยาบาล เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน จากนั้นพาผู้ป่วยเข้าในบริเวณที่มีอากาศเย็นให้เร็วที่สุด ถอดเสื้อผ้าออกให้มากที่สุด แล้วเปิดพัดลม พรมน้ำเย็น ดูแลร่างกายผู้ป่วยด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย, รักแร้, ข้อพับ, ขาหนีบ หลีกเลี่ยงการป้อนเครื่องดื่มและอาหารทุกอย่าง เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หากเกิดการสำลักจะทำให้ติดเชื้อในปอดได้

ฮีทสโตรก โรคจากความร้อน ที่คนทำงานต้องระวัง !

นอกจากฮีทสโตรกจะเป็นโรคที่พบมาก ในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้งแล้ว ยังมีอาการปวดกระดูก ข้ออักเสบ ข้อเสื่อมก่อนวัย ที่พบได้ในคนที่ต้องเดินทำงานตลอดทั้งวันด้วย ส่วนในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ มักพบอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดหลัง หรือกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งการดูแลร่างกายด้วยคอลลาเจนบำรุงกระดูก คอลลาเจนไทป์ 2 แบบที่มีอยู่ใน FORTE Collagen จะสามารถช่วยฟื้นฟู ดูแลร่างกาย และชะลอความเสื่อมของคนทำงานได้อย่างดี